
เมื่อส่งลูกไปโรงเรียนแล้วเราไม่สามารถไปบอกให้ครูช่วยกำกับดูแลทุกฝีก้าวได้ หรือแม่แต่กระทั่งลูกของเราเอง บอกอะไรก็ลืมไปหมด ยิ่งปัจจุบันช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน เด็กเล็กๆ ที่ยังมีภูมิต้านทานไม่ดีนัก อาจทำให้เกิดโรคระบาดในเด็กได้ง่าย และอาการป่วยของเด็กก็มักจะรุนแรงและเกิดอาการแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ วันนี้มาดูกันว่ามีโรคอะไรที่ควรระวังบ้าง
1.โรคไข้เลือดออก
โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค คือ เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกกัดคน จะถ่ายทอดเชื้อให้คนทำให้เกิดอาการ ยุงลายนี้มักจะเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ หรือหลุมที่มีน้ำขัง เป็นต้น วิธีป้องกันคือ พยายามอย่าให้ยุงกัด การกำจัดยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก ปิดภาชนะขังน้ำให้มิดชิด ป้องกันไม่ให้ยุงลายลงไปวางไข่, เปลี่ยนน้ำในแจกัน ถังเก็บน้ำ ทุก 7 วัน เพื่อตัดวงจรลูกน้ำที่จะกลายเป็นยุง ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ปลอดโปร่ง โล่ง สะอาด ลมพัดผ่าน ไม่เป็นที่เกาะพักของยุงลาย และปฏิบัติเป็นประจำจนเป็นนิสัย
2.โรคมือ เท้า ปาก
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Enterovirus (EV) หรือ Coxackie ซึ่งแพร่เชื้อออกมาในน้ำลายและอุจจาระผู้ป่วย การรับเชื้อสามารถรับผ่านทางปาก จากการปนเปื้อนเชื้อที่มือ ของเล่น น้ำ อาหาร โดยผู้ป่วยแพร่เชื้อได้ 2-3 วัน ก่อนมีอาการจนถึง 1-2 สัปดาห์ หลังมีอาการจะพบเชื้อในอุจจาระได้หลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน และหลังได้รับเชื้อ 3-6 วันจะปรากฏอาการ ส่วนมากมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี วิธีป้องกันคือ ไม่สัมผัสใกล้ชิดเด็กที่ป่วย สอนเด็กล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และป้องกันการแพร่เชื้อโดยไม่ใช้อุปกรณ์และภาชนะในการรับประทานและดื่มน้ำร่วมกับผู้อื่น
3.โรคอุจจาระร่วง
อาจเกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย พบมากในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาการเบื้องต้นท้องเสียมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน เมื่อเด็กมีอาการท้องเสียหรือมีอาเจียน เด็กจะมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่ ฉะนั้นพ่อแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ควรรีบพบแพทย์ทันที ในการป้องกัน หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่หรือเจลล้างมือ กำจัดขยะมูลฝอย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน และรับประทานอาหารที่ปรุง “สุก ร้อน สะอาด”
4.โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina)
เกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในกลุ่มคอกซากีไวรัสกรุ๊ปเอ (Coxsackie viruses A sero type 1 – 10, 16 และ 22) และเอ็นเทอร์โรไวรัส (Enterovirus) โรคติดต่อได้จากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย สารคัดหลั่ง และอุจจาระ ของคนที่มีเชื้อ เพราะบางครั้งอาจสัมผัสแล้วนำมือเข้าปาก แล้วเผลอรับประทานเข้าไป สามารถทำให้ติดเชื้อได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยจะมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 3– 14 วัน ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันแรกที่ติดเชื้อไปจนกว่าจะหายจากโรค คือ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์นับจากติดเชื้อ กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้จะเป็นมากในเด็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเฮอร์แปงไจน่า วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาด ระวังการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก ข้าวของเครื่องใช้ของเด็กที่เป็นโรค ซึ่งรวมทั้งของเล่นต่างๆ ด้วย หากเด็กป่วยให้งดไปโรงเรียน 7 วัน
